5 มหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ: การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนโลก

โลกของเราอายุกว่า 4.5 พันล้านปี ในช่วงเวลาอันยาวนานนั้น ชีวิตเคยถูกลบออกจากแผนที่เกือบหมดหลายครั้ง การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass Extinction) ทั้ง 5 ครั้งที่โลกเคยเผชิญ คือหลักฐานว่าธรรมชาติสามารถพลิกโฉมทุกอย่างได้ในชั่วพริบตาเพียงไม่กี่แสนปี — แม้จะดูนานในมาตราของมนุษย์ แต่ในมาตราธรณีกาลเวลา มันเพียงกะพริบตาเดียว
การสูญพันธุ์ครั้งที่ 1: Ordovician-Silurian (443 ล้านปีก่อน)
ยุค Ordovician เป็นช่วงที่มหาสมุทรเต็มไปด้วยชีวิต ปะการัง หอย และ ปลาเริ่มวิวัฒนาการขึ้นมา ทันใดนั้น ยุคน้ำแข็ง ก็โหมกระหน่ำโลก ระดับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำตื้น — ซึ่งมีมากกว่า 60% ของสิ่งมีชีวิตทะเลทั้งหมด — สูญพันธุ์ไปในเวลาไม่ถึง 2 ล้านปี
สาเหตุ: การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรุนแรงจากการเคลื่อนของทวีปไปทางขั้วโลกใต้ ทำให้น้ำแข็งก่อตัว ระดับน้ำทะเลลดลง และมหาสมุทรเย็นลงอย่างมาก
การสูญพันธุ์ครั้งที่ 2: Late Devonian (372 ล้านปีก่อน)
Devonian คือยุคที่ปลาและปะการังเฟื่องฟู รวมถึงพืชบกเริ่มรุกล้ำแผ่นดินเป็นครั้งแรก การสูญพันธุ์ครั้งนี้กินเวลานานกว่า 20 ล้านปี โดยมีจุดวิกฤตหลายช่วงซ้อนกัน ปะการังเกือบสูญพันธุ์หมด จากประมาณ 50 ล้านปีก่อนที่จะฟื้นตัวได้
สาเหตุที่เป็นไปได้: การขาดออกซิเจนในน้ำทะเล (Ocean anoxia) จากการพังทลายของชั้นหิน ปล่อยสารอาหารลงสู่ทะเล ทำให้สาหร่ายและแพลงก์ตอนเฟื่องฟูจนดูดออกซิเจนจนหมด สิ่งมีชีวิตที่ต้องการออกซิเจนจึงตาย
การสูญพันธุ์ครั้งที่ 3: Permian-Triassic หรือ "The Great Dying" (252 ล้านปีก่อน)
นี่คือ หายนะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ไม่มีข้อสงสัย สิ่งมีชีวิตบนโลกสูญพันธุ์ไปถึง 96% ของสิ่งมีชีวิตทะเล และ 70% ของสิ่งมีชีวิตบนบก ในเวลาช่วงเวลาเพียงไม่กี่แสนปี โลกกลายเป็นดาวเคราะห์ที่แทบไม่มีชีวิต
สาเหตุ: การปะทุของ Siberian Traps — ภูเขาไฟขนาดมหึมาในไซบีเรียที่ปะทุต่อเนื่องกันนานกว่า 2 ล้านปี ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกมหาศาล อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้น 8-11 องศาเซลเซียส มหาสมุทรกลายเป็นกรด และชั้นโอโซนเสียหาย
เหตุการณ์นี้เปิดทางให้ ไดโนเสาร์ สามารถครอบคลุมโลกได้ในที่สุด เพราะคู่แข่งหลักอย่าง synapsid ขนาดใหญ่ถูกกวาดลบาง ทำให้ไดโนเสาร์สามารถครอบคลุมได้ในช่วงยุค Triassic จนถึง Jurassic
การสูญพันธุ์ครั้งที่ 4: Triassic-Jurassic (201 ล้านปีก่อน)
ไดโนเสาร์เพิ่งเริ่มครอบคลุมโลกได้ไม่นาน ก็เกิดการสูญพันธุ์อีกครั้ง ครั้งนี้ทำลายสิ่งมีชีวิตบนบกเกือบหมด รวมถึง large crurotans (บรรพบุรุษของจรเข้บางสายพันธุ์) และสิ่งมีชีวิตทะเลจำนวนมาก
สาเหตุ: การปะทุของภูเขาไฟขนาดใหญ่ใน Central Atlantic Magmatic Province ทำให้ระดับ CO2 พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนครั้งใหญ่ หลังจากนั้นไดโนเสาร์จึงครอบคลุ�โลกอย่างแท้จริงในยุค Jurassic อย่างไม่มีใครต้านทานได้
การสูญพันธุ์ครั้งที่ 5: Cretaceous-Paleogene หรือ K-Pg (66 ล้านปีก่อน)
นี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้ ไดโนเสาร์ทั้งหมดสูญพันธุ์ ยกเว้นเพียงกลุ่มนก อุกกาบาตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 กิโลเมตร พุ่งเข้าชนโลกที่คาบสมุทร Yucatan ประเทศเม็กซิโก สร้างหลุมอุกกาบาต Chicxulub ขนาด 180 กิโลเมตร
ผลกระทบเกิดขึ้นทันที: คลื่นกระแสกระแทก คลื่นสึนามิ ไฟป่าไหม้ทั่วโลก และ ฤดูหนาวอุกกาบาต ที่ดวงอาทิตย์ถูกบดบังด้วยฝุ่นและเขม่าหลายเดือน อุณหภูมิโลกลดลงอย่างรวดเร็ว พืชตายเพราะไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ห่วงโซ่อาหารพังทลาย สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่ต้องการอาหารปริมาณมากตายหมดภายในไม่กี่ร้อยปี
บทสรุป
การสูญพันธุ์ทั้ง 5 ครั้งสอนเราว่า โลกไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ละหายนะคือจุดจบของโลกเดิม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโลกใหม่ ถ้า Permian extinction ไม่เคยเกิด ไดโนเสาร์อาจไม่เคยมีโอกาสครอบคลุมโลก ถ้า K-Pg extinction ไม่เกิด บนโลกอาจยังมีไดโนเสาร์อยู่จนถึงปัจจุบัน และมนุษย์อาจไม่เคยมีที่วางให้วิวัฒนาการ
ซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดค้นพบในปัจจุบัน คือหลักฐานของการต่อสู้เพื่ออยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในทุกยุคทุกสมัย รวมถึงไดโนเสาร์ที่ครอบคลุมโลกมานานกว่า 165 ล้านปี ก่อนจะจบลงในคืนที่อุกกาบาตพุ่งชน
ถ้าอยากรู้ว่า ไดโนเสาร์สูญพันธุ์อย่างไร ลองอ่านบทความนี้ต่อได้เลย
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
ไดโนเสาร์, การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่, มหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ, Permian extinction, K-Pg extinction, อุกกาบาตชนโลก, ซากดึกดำบรรพ์, วิวัฒนาการไดโนเสาร์, ประวัติศาสตร์โลก, Siberian Traps, Chicxulub crater
SYSTEM OVERRIDE REQUIRED
Log in to InGen secure servers to view full unredacted files and genetic sequences.
ACCESS INGEN NETWORK